top of page
DSC04349_edited.jpg

เป็นฝ้า เกิดจากอะไร รักษาได้ยังไง ?

15 ต.ค.
ยาว 2 นาที

ปัญหาผิวหน้าเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มสังเกตเห็นปื้นสีน้ำตาลหรือรอยคล้ำบนใบหน้า ซึ่งอาจทำให้สีผิวดูไม่สม่ำเสมอ หนึ่งในปัญหาผิวที่พบได้บ่อยคือ “ ฝ้า ” ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย และอาจต้องใช้เวลาในการดูแลรักษา หลายคนที่ “ เป็นฝ้า ” อาจสงสัยว่า ฝ้าเกิดจากแสงแดดเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ทำไมบางคนจึงเริ่มเป็นฝ้าในช่วงวัยผู้ใหญ่ หรือหากมีฝ้าแล้วควรดูแลผิวอย่างไรให้เหมาะสม

เป็นฝ้า

ฝ้า คืออะไร

ฝ้า (Melasma) คือภาวะความผิดปกติของเม็ดสีผิวที่ทำให้เกิดปื้นสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้ม มักพบได้บริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก สันจมูก และเหนือริมฝีปาก โดยบางคนอาจพบรอยฝ้าทั้งสองข้างของใบหน้าในลักษณะใกล้เคียงกัน

เป็นฝ้า ที่หน้า

การเกิดฝ้ามีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีที่เรียกว่า “ เมลาโนไซต์ (Melanocytes) ” ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ที่มีบทบาทต่อสีผิว เมื่อกระบวนการสร้าง และกระจายเม็ดสีเปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้บางบริเวณของผิวมีสีเข้มกว่าผิวโดยรอบ และแม้ว่าฝ้าจะไม่ได้เป็นโรคติดต่อ แต่ก็เป็นปัญหาผิวที่อาจส่งผลต่อความมั่นใจของผู้ที่มีปัญหาได้


เป็นฝ้า เกิดจากอะไร

การเกิดฝ้าไม่ได้มีสาเหตุจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความไวของเซลล์สร้างเม็ดสีและปัจจัยกระตุ้นหลายด้าน ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยปัจจัยการเกิดฝ้า แบ่งได้เป็น 2 อย่างหลักๆ คือ

ปัจจัยภายใน การเกิดฝ้า
  1. ปัจจัยภายใน

    1. พันธุกรรม / กรรมพันธุ์ : พันธุกรรมอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแนวโน้มการเกิดฝ้า หากมีคนในครอบครัวเป็นฝ้า ก็อาจมีโอกาสเกิดฝ้าได้มากกว่าคนที่ครอบครัวไม่มีใครเป็นฝ้า เรียกได้ว่า แทบจะเกิดฝ้าขึ้นได้แบบ 100%

    2. ฮอร์โมนในร่างกาย : ฮอร์โมนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า โดยพบได้ในบางคนที่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดบางชนิดที่แม้ว่าจะมีผลดีในเรื่องของสิว แต่ก็สามารถทำให้ฝ้าเข้มขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจึงไปมีส่วนกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีในผู้ที่มีความไวต่อการกระตุ้นดังกล่าว จึงอาจพบฝ้าได้ในช่วงเวลาที่ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง


ปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดฝ้า
  1. ปัจจัยภายนอก

    1. แสงแดด รังสีอัลตราไวโอเลต UVA , UVB : แสงแดดเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้าและการทำให้ฝ้าที่มีอยู่แล้วเข้มขึ้นได้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะรังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสี UV ที่สามารถกระตุ้นกระบวนการสร้างเม็ดสีของผิวหนังได้ เมื่อผิวได้รับแสงแดด กระบวนการสร้างเมลานินอาจเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกลไกปกป้องผิวจากรังสี ส่งผลให้สีผิวเข้มขึ้นในบางบริเวณ และอาจทำให้ปื้นฝ้ามองเห็นได้ชัดเจนกว่าเดิม

    2. แสงที่มองเห็น : อย่างเช่น แสงหลอดไฟ โดยเฉพาะแสงจากพระอาทิตย์ที่ตาเรามองเห็น ก็มีส่วนทำให้เม็ดสีผิวเข้มขึ้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีสีผิวเข้ม

    3. ความร้อน : ตัวอย่างเช่น ความร้อนจากไฟของเตาในห้องครัว ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดเม็ดสี แล้วเป็นฝ้าเข้มขึ้นได้เช่นกัน


ฝ้ามีกี่ประเภท และแตกต่างกันอย่างไร

ประเภทของฝ้า เราสามารถจำแนกตามระดับความลึกของเม็ดสีในผิวได้เป็น 3 ลักษณะหลักๆ ได้แก่

ฝ้า มีกี่ประเภท

  • ฝ้าตื้น (Epidermal Melasma) : มีลักษณะที่เม็ดสีสะสมอยู่ในชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นชั้นผิวหนังด้านนอก โดยมักมีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาล และอาจตอบสนองต่อการรักษาบางประเภทได้ดีกว่าฝ้าที่มีเม็ดสีอยู่ลึกกว่า

  • ฝ้าลึก (Dermal Melasma) : ฝ้าลึกเป็นลักษณะที่มีเม็ดสีอยู่ในชั้นหนังแท้ ซึ่งอยู่ลึกลงไปจากชั้นหนังกำพร้า สีของปื้นฝ้าอาจมีลักษณะน้ำตาลอมเทาหรือเทาอมฟ้า และมักดูแลให้จางลงได้ยากกว่าฝ้าตื้น

  • ฝ้าผสม (Mixed Melasma) : ฝ้าผสมเป็นลักษณะที่มีเม็ดสีอยู่ทั้งในชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ จึงอาจมีลักษณะสีผสมกันและตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกันไปในแต่ละคน


เป็นฝ้า ควรรักษาได้ยังไง

ต้องบอกเลยว่า หากเป็นฝ้า ไม่ทางรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถทำให้จางลงจนตาเรามองไม่เห็นได้ ดังนั้นการดูแลและรักษาฝ้าจะพิจารณาจากลักษณะของผิวแต่ละคน รวมถึงความรุนแรงของปื้นฝ้า ปัจจัยกระตุ้น และประวัติการรักษาที่ผ่านมาด้วย ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีวิธีการรักษาดังวต่อไปนี้

วิธีรักษาฝ้า
  • การรักษาด้วยการทำหัตถการทางผิวหนัง : แน่นอนว่ามีหลากลายมีวิธีให้ทางผู้รักษาได้เลือกพิจารณา ไม่ว่าจะเป็น การฉีดสลายฝ้าให้ฝ้าแลดูฝ้าลง หรือการใช้เลเซอร์ในการลดรอยจุดด่างดำ ทั้งนี้หัตถการเหล่านี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน และอาจมีความเสี่ยงทำให้ผิวระคายเคือง เกิดรอยดำหลังการอักเสบ หรือทำให้ฝ้าเข้มขึ้นได้ โดยเฉพาะหากเลือกวิธีที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว หรือไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์โดยตรง

  • ใช้ยาทาตามคำแนะนำของแพทย์ : ในกรณีที่ฝ้าเด่นชัดขึ้น แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาทาที่ช่วยลดการสร้างเม็ดสี หรือช่วยให้ฝ้าแลดูจางลง เช่น ไฮโดรควิโนน หรือยาทาชนิดอื่นๆ แต่ต้องบอกเลยว่า ยาบางชนิดอาจมีข้อจำกัดในการใช้ และทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ จึงไม่ควรซื้อยาที่มีฤทธิ์แรงมาใช้เอง หากกำลังตั้งครรภ์ วางแผนตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา เนื่องจากยาบางชนิดไม่เหมาะสมที่จะใช้กับคุณแม่ตั้งครรภ์


วิธีป้องกันไม่ให้ฝ้ากลับมาเข้มขึ้น

นอกจากการรักษาแล้ว การดูแลผิวในชีวิตประจำวันยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ฝ้าเข้มขึ้น โดยสามารถเริ่มต้นได้จากการปรับพฤติกรรมพื้นฐาน ดังต่อไปนี้


วิธีกันฝ้าเข้ม

  • ปกป้องผิวจากแสงแดดทุกวัน : ควรใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ แม้ในวันที่มีเมฆมาก และเพิ่มการปกป้องด้วยหมวก ร่ม หรือเสื้อผ้าที่ช่วยกันแดดเมื่อจำเป็น

  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวระคายเคือง : ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่มีสารออกฤทธิ์แรงพร้อมกันโดยไม่จำเป็น และควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดอาการแสบ หรือแดงอย่างชัดเจน

  • ดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง : เมื่อเป็นฝ้าแล้ว จำเป็นมากๆ ที่จะต้องดูแลผิวอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงฟื้นฟูผิวต่างๆ ที่ควรทำควบคู่ไปกับการรักษาฝ้าตามที่แพทย์แนะนำ


FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเป็นฝ้า

Q :  เป็นฝ้าเกิดจากอะไรได้บ้าง ?

A : ฝ้าเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น แสงแดด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน พันธุกรรม และยาบางชนิด โดยแต่ละคนอาจมีปัจจัยกระตุ้นแตกต่างกัน และอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน


Q : เป็นฝ้าต้องทาครีมกันแดดทุกวันไหม ?

A : ควรใช้ครีมกันแดดทุกวัน เนื่องจากรังสี UV เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฝ้าเข้มขึ้น ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้ และทาซ้ำเมื่อจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน


Q  : ฝ้ากับกระแตกต่างกันอย่างไร ?

A : ฝ้ามักมีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลที่มีขอบไม่สม่ำเสมอและอาจพบทั้งสองข้างของใบหน้า ส่วนกระมักปรากฏเป็นจุดสีน้ำตาลขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม ลักษณะของรอยคล้ำอาจใกล้เคียงกันได้ จึงไม่ควรใช้การสังเกตด้วยตนเองเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัย


Q : เป็นฝ้าสามารถรักษาให้จางลงได้ไหม ?

A : ฝ้าสามารถจางลงได้ แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล และอาจต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างต่อเนื่อง


Q : ฝ้าสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่ ?

A : ฝ้าสามารถกลับมาเข้มขึ้นหรือเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับแสงแดดหรือปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ อีกครั้ง การปกป้องผิวจากแสงแดดและการดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญในระยะยาว


การเป็นฝ้าเป็นปัญหาผิวที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของเม็ดสี และมีปัจจัยกระตุ้นหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ฮอร์โมน พันธุกรรม หรือปัจจัยอื่น ๆ การทำความเข้าใจสาเหตุจะช่วยให้สามารถเลือกแนวทางดูแลผิวได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

สำหรับผู้ที่มีปัญหาฝ้า ควรเริ่มจากการปกป้องผิวจากแสงแดด เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว และปรึกษาแพทย์ผิวหนัง โดยเฉพาะในกรณีที่ฝ้าไม่ดีขึ้น หรือไม่แน่ใจว่ารอยคล้ำที่พบเป็นฝ้าหรือปัญหาผิวชนิดอื่น



สนใจจองคิวปรึกษารักษาฝ้ากระ จุดด่างดำ

Line : @celena ( https://lin.ee/MqL1jKh )


ความคิดเห็น


DSC09335.gif
logo-01.png

ติดต่อเรา

สาขาสุขุมวิท : 59 212 สุขุมวิท 26 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

สาขาราชพฤกษ์ : CELENA Clinic สาขาราชพฤกษ์, ถนน อินทราวาส แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร 10170

สอบถาม/นัดคิวล่วงหน้า

Call Center
โทร. 
  :

064-295-1622 

แอดไลน์คลินิก : @celena

แผนผังเว็บไซต์

เวลาเปิด–ปิด  : 10.00 -19.00 น.

  • Facebook
  • Instagram
  • TikTok
  • Line

ใบอนุญาตเลขที่  ฆสพ.สบส. ๖๘๒๓ /๒๕๖๘

Copyright © CELENA Clinic All rights reserved.

bottom of page